201703.30
0
0

การเปลี่ยนแปลงกฎหมายมรดก-ข้อบัญญัติของสหภาพยุโรปเรื่องกฎหมายมรดก (ตอนที่ 3)

จากหนังสือฝรั่งสองฉบับที่แล้ว ผู้อ่านจะสังเกตุได้ถึงความยุ่งยากของข้อบัญญัติของสหภาพยุโรปเรื่องกฎหมายมรดก ทั้งในทางกฏหมายและการนำมาปฏิบัติใช้ ถ้าหากเกิดความไม่แน่ใจในเรื่องนี้ เราขอแนะนำให้ปรึกษาทนายความหรือโนทาร์ หากมีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องมรดกขึ้นมา แล้วต้องใช้ข้อบัญญัติของสหภาพยุโรปเรื่องกฎหมายมรดก ก็จะมีคำถามขึ้นว่า ศาลใดล่ะจะเป็นผู้มีหน้าที่รับผิดชอบดำเนินการเรื่องมรดกให้ แล้วจะต้องมีเรื่องถกเถียงกันไหม ตามข้อที่ 4 ของข้อบัญญัติของสหภาพยุโรปเรื่องกฎหมายมรดก กล่าวว่าผู้มีอำนาจหน้าที่รับผิดชอบนั้นคือศาลของประเทศที่เป็นสมาชิกในสหภาพยุโรป ในประเทศที่ผู้ตายพำนักอยู่ในช่วงเวลาที่เสียชีวิต ความหมายของคำว่าที่พำนักอยู่นั้นผู้เขียนได้กล่าวไว้แล้วใน ตอนที่ 1 ของเรื่อง มีข้อยกเว้นอยู่ว่า ถ้าผู้ตายไม่ได้พำนักอยู่ ในประเทศที่เป็นสมาชิกที่ใช้ข้อบัญญัติของกฎหมายมรดก แต่เป็นประเทศที่เรียกว่าประเทศที่สาม หากผู้ตายไปพำนักอยู่ ในประเทศที่สาม ศาลของประเทศสมาชิกในสหภาพยุโรปก็ไม่มีอำนาจที่จะวินิจฉัยคดีให้ และเนื่องจากประเทศไทยเป็นประเทศที่สาม ก็ให้นำข้อยกเว้นนี้ไปใช้กับผู้ตายทุกคนที่พำนักอยู่ ในประเทศไทยด้วย อย่างไรก็ตามในกรณีเช่นนี้ ต้องมีผู้มีอำนาจหน้าที่ดำเนินการให้ หากว่าผู้ตายมีทรัพย์สินอยู่ในประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป หรือผู้ตายถือสัญชาติของประเทศในกลุ่มสมาชิกสหภาพยุโรป ในขณะที่เสียชีวิต หรือก่อนหน้านี้ได้พำนักอยู่ ในประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป นานไม่เกิน ห้า ปี (ข้อที่ 10 ย่อหน้า ที่ 1) มีทรัพย์สมบัติอยูในประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปหรือหากว่าในประเทศที่สามที่มีอำนาจหน้าที่ แต่ไม่มีกฏหมายมรดกสำหรับพิจารณาพิพากษา หรือดำเนินการให้ไม่ได้จะด้วยเหตุผลใดก็ตามผู้ตายจะต้องมีหลักฐานเป็นข้อยืนยันได้ว่าเขามาจากประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป (ตัวอย่างเช่น ถือสัญชาตินั้นๆ หรือ เคยมีที่พำนักอยู่ที่นั่น หรือมีทรัพย์สิอยู่ที่นั่น) หากว่าผู้ตายได้เลือกใช้กฏหมายไว้ เช่นได้เลือกใช้กฎหมายบ้านเกิดของตนเอง ในกรณีนี้…

201703.30
0
0

การคัดค้านการเป็นพ่อของบุตร และการเปลี่ยนชื่อสกุล

คำถามจากนักอ่านชาวเยอรมันท่านหนึ่ง นาย เฮลหมุด S.จากเบอร์ลิน : ผมกับคู่รักชาวไทย ซึ่งยังไม่ได้แต่งงานกัน แต่ได้มีลูกสาวด้วยกัน หนึ่งคนอายุได้ หนึ่งขวบ  ผมได้ไปทำเรื่องยืนยันรอบรองบุตร (Vaterschaftsanerkennung )เรียบร้อยแล้ว  แต่ทว่าคู่รักของผมยังเธอยังไม่ได้หย่ากับสามีเก่า เพราะฉนั้นลูกสาวของเราจึงจำเป็นต้องใช้นามสกุลของ สามีเก่าของเธอ หลังจากที่ผมได้ไปสอบถามและรับคำแนะนำจาก ทางสำนักงานการจดทะเบียน ( Standesamt ) ว่าชื่อสกุลนั้นไม่สามารถเปลี่ยนเป็นชื่อสกุลของผมได้  ผมใคร่ขออยากทราบว่ามันจริงเหรอครับ? แล้วจะมีวิธีไหนบ้างที่จะ ช่วยให้ลูกของผมได้ใช้นามสกุลที่ถูกต้องของผมครับ คำตอบ กรณีแรก : ถ้าแม่ของเด็กยังไม่ได้หย่า เด็กจะได้ใช้นามสกุลของ ทางฝ่ายสามีของแม่เด็กทันที และมันจะไม่ขึ้นอยู่กับว่า แม่ของเด็กจะยังมีความสัมพันธ์ หรือมีการติดต่อกับสามีเก่าหรือไม่ ส่วนทางพ่อที่แท้จริงของเด็กนั้น เมื่อต้องการให้เด็กใช้นามสกุลของตนก็สามารถไม่มีความยุ่งยากแต่อย่างได ถ้ามีการยื่นเรื่องขอหย่าในช่วงเวลาก่อนที่เด็กจะคลอด จะต้องมีการทำเอกสารการรับรองบุตร โดยสามารถทำได้โดยฝ่ายที่เป็นพ่อที่แท้จริง ฝ่ายแม่ของบุตร และทางฝ่าสามีเก่าที่ไม่ใช่พ่อของเด็ก แต่เอกสารนี้จะใช้ได้ก็ต่อเมื่อการหย่าได้เสร็จสิ้นลงตามกฏหมายนั่นเอง หลังจากนั้นถึงจะสามารถทำการยื่นเรื่องขอเปลี่ยนนามสกุลให้บุตรได้ เพราะฉนั้นถ้าการอย่าได้สิ้นสุดลง ก็จะมีการจดทะเบียนนามสกุลของพ่อที่แท้จริงของบุตรลงไปในใบเกิด ถ้าในกรณีที่ได้มีการระบุว่า ผู้ปกครองทั้ง สองฝ่ายจะดูแลบุตรร่วมกัน ผู้ปกครองทั้งคู่จะสามารถระบุไปพร้อมกับการขอเปลี่ยนนามสกุลของบุตรได้ภายในเวลาสามเดือน คำตอบ กรณีที่สอง : ถ้าการยื่นเรื่องหย่า ได้เกิดขึ้นหลังการคลอดของบุตร จะมีความยุ่งยากมากกว่ากรณีแรก…

201703.30
0
0

สิ่งที่ตามมาทางกฎหมายในเรื่องการแยกกันอยู่และการหย่า – ส่วนที่ 3

ส่วนที่ 3 ในหัวข้อเรื่องสิ่งที่ตามมาทางกฎหมายในเรื่องการแยกกันอยู่และหย่า จะกล่าวถึงเรื่องลูก ซึ่งแน่นอนว่าเรื่องลูกนั้นเราไม่สามารถทำการตกลงหารสองแบ่งให้เท่าๆกันเหมือนกับแบ่งทรัพย์สินได้ หลังจากที่แยกกันอยู่แล้วฝ่ายที่เป็นพ่อและแม่มีหน้าที่ในการหาทางแก้ไขปัญหาให้ดีที่สุดสำหรับลูก ในการตกลงเรื่องลูกนั้นแต่ละครั้งนั้นไม่ควรที่จะคำนึงถึงความภาคภูมิใจของพ่อแม่เป็นหลัก หรือคำนึงถึงความต้องการส่วนตัว หากแต่เกี่ยวเนื่องกับลูกของคุณที่ต้องการทั้งความรัก และความเอาใจใส่ทั้งจากพ่อและแม่ ในกรณีนี้ผู้เป็นพ่อและแม่ต้องพยายามทำการตกลงไกล่เกลี่ยกันที่  Jugendsamt หรือหากตกลงกันไม่ได้ ทั้งสองฝ่ายต้องไปตกลงกันผ่านศาล  เรื่องสิทธิปกครองบุตร การแยกกันอยู่หรือการหย่าร้างของผู้ที่เป็นพ่อและแม่นั้นไม่ได้ทำให้สิทธิในการปกครองบุตรเปลี่ยนแปลงไปด้วย โดยทั้งสองฝ่ายสามารถตัดสินใจในเรื่องที่สำคัญร่วมกันได้ ฝ่ายที่อยู่ดูแลเลี้ยงดูลูกจะต้องดำเนินเรื่องขอคำยินยอมจากอีกฝ่ายหนึ่งเสมอ เช่น ยินยอมให้ลูกอยู่กับอีกฝ่ายได้ หรือในกรณีการย้ายไปอยู่ต่างประเทศกับลูกที่มีร่วมกันหรือรวมถึงย้ายไปอยู่ในรัฐอื่น เช่นเดียวกับในกรณีที่ต้องตัดสินใจในเรื่องการแพทย์ เรื่องเลือกโรงเรียน เป็นต้น ในกรณีที่ทั้งสองฝ่ายอาศัยอยู่ห่างไกลกันมาก ฝั่งที่ดูแลลูกสามารถทำเรื่องยื่นหนังสือมอบอำนาจว่าตนนั้นมีอำนาจในการตัดสินใจเรื่องต่างๆได้แต่เพียงผู้เดียว ในคำถามต่างๆที่เกี่ยวกับชีวิตประจำวันฝั่งที่มีหนังสือมอบอำนาจนั้นก็สามารถดำเนินเรื่องได้โดยที่ไม่ต้องได้รับคำยินยอมจากแฟนคนเก่าของตนนั่นเอง เรื่องการเยี่ยมเยือนบุตร เรื่องต่อไปที่หลังจากหย่าร้างกันไปที่ต้องตัดสินใจคือเรื่องสิทธิการเยี่ยมเยือนบุตร เนื่องจากว่าส่วนมากแล้วฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะเป็นผู้ที่ย้ายออกไปหลังการหย่า หากการใช้ชีวิตหลักของลูกนั้นอยู่กับอีกฝ่ายตลอดไป อีกฝ่ายที่ไม่ได้อยู่กับลูกนั้นจะต้องได้รับการอนุญาติให้มีสิทธิในการมาเยี่ยมเยือนลูกเช่นเดียวกัน ในกรณีนี้ทั้งสองฝ่ายจะต้องตกลงกันถึงเรื่องช่วงเวลาที่มาเยี่ยมเยือน และกิจกรรม รวมถึงหน้าที่ต่างๆด้วย โดยฝั่งพ่อหรือแม่ที่ไม่ได้เป็นฝ่ายที่อยู่ดูแลลูกไม่อนุญาตให้ไปรับลูกจากโรงเรียนอนุบาลโดยที่ไม่มีการได้พูดคุยกับอีกฝ่ายก่อน การเยี่ยมเยือนลูกนั้นจะต้องมีการชี้แจงกันก่อน และระบุตกลงให้ชัดเจนระหว่างทั้งสองฝ่าย โดยรูปแบบในการเยี่ยมเยือนนั้นทั้งสองฝ่ายสามารถตกลงกันเองได้ แต่การตกลงกันนั้นจะต้องอยู่บนพื้นฐานความต้องการของตัวลูกด้วย ตามหลักแต่ไม่ได้มีการถูกเขียนระบุบังคับไว้ชัดเจนคือ ลูกนั้นสามารถใช้ระยะเวลาในช่วงวันหยุดสัปดาห์ทุกๆสองสัปดาห์อยู่กับฝั่งพ่อหรือแม่ที่ไม่ได้อยู่ดูแลลูก หรือรวมถึงหนึ่งถึงสองครั้งภายในสัปดาห์ นอกเหนือจากนั้นยังสามารถตกลงแบบโมเดลการเปลี่ยนแปลง กล่าวคือ มีการเปลี่ยนการดูแลลูก เช่น เปลี่ยนทุกๆสัปดาห์ แต่นั้นอาจจะส่งผลถึงเรื่องค่าเลี้ยงดูและเรื่องสิทธิในการรับเงินลูกจากรัฐด้วย ในการเยี่ยมเยือนลูกนั้นจะต้องมีการปรับเปลี่ยนให้เข้ากับสถานการณ์ในชีวิตทั้งของฝั่งพ่อแม่และตัวเด็กด้วย ในกรณีที่ทั้งสองฝ่ายอาศัยอยู่ห่างจากกันมาก อาจตกลงให้มีการเยี่ยมเยือนในช่วงปิดเทอมระยะนาน โดยกรณีนี้จะต้องมีการคำนึงถึงอายุของเด็กด้วย เพราะเมื่อถึงวันใดวันหนึ่งตัวเด็กเองก็จะมีความต้องการส่วนตัวสูง และอาจไม่ต้องการที่จะทำการเยี่ยมเยือนตามที่ทั้งฝ่ายพ่อและแม่ได้ตกลงกันไว้อย่างเข้มงวดก็เป็นได้…

201703.30
0
0

การเปลี่ยนแปลงกฎหมายการรับมรดก-ข้อบัญญัติของสหภาพยุโรปเรื่องกฎหมายการรับมรดก (ส่วนที่ 2)

ในหนังสือฝรั่งฉบับที่แล้วเราได้แจ้งให้คุณทราบถึงการเปลี่ยนมาใช้ข้อบังคับของสหภาพยุโรปเกี่ยวกับเรื่องกฎหมายการรับมรดก โดยข้อบัญญัตินี้ควรจะมีผลใช้ได้ในประเทศที่เป็นสมาชิกในสหภาพยุโรป อย่างไรก็ตามแต่การใช้ข้อบัญญัตินี้อาจก่อให้เกิดความยุ่งยากในการนำไปใช้ ปัญหาแรกที่อาจเกิดขึ้นได้ก็คือการแปลหรือการตีความหมายหัวข้อหรือคำศัพท์เฉพาะด้านบางคำ  สิ่งสำคัญในการทำความเข้าใจกับหัวข้อหรือคำศัพท์เฉพาะด้านต่างๆที่เราเคยได้ยิน หรือคุ้นหู เกี่ยวกับกฎหมายการรับมรดกของประเทศเยอรมนีนั้น ถึงแม้จะมีการแปลออกมาแล้วก็ตาม แต่ความหมายและเนื้อหารายละเอียดของคำนั้นๆอาจแตกต่างกันออกไปก็เป็นได้ ในข้อบัญญัติเกี่ยวกับเรื่องการรับมรดกนั้นมีการเลือกใช้คำหรือบัญญัติคำศัพท์มากมาย นั่นหมายความว่าคำศัพท์หรือหัวข้อต่างๆ จะถูกตีความหมายโดยตรงจากข้อบัญญัตินี้ อย่างที่เราแจ้งให้ทราบว่าข้อควรระมัดระวังคือความหมายจากคำศัพท์หรือหัวข้อสำคัญต่างๆที่มาจากข้อบัญญัติของสหภาพยุโรปเรื่องกฎหมายการรับมรดกนั้น อาจจะไม่มีความหมายเหมือนกับที่เรารู้จักในกฎหมายรับมรดกของประเทศเยอรมนีเสมอไป ข้อบัญญัติของสหภาพยุโรปนั้น ได้ให้คำจำกัดความตามบทความที่ 3 ย่อหน้าที่ 1 d ว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับคำอธิบายเจตนารมณ์กำหนดความประสงค์ในกรณีที่เสียชีวิต คือ การทำพินัยกรรมแบบเดี่ยวหรือโดยตนเอง การทำพินัยกรรมร่วมกัน และสัญญาแบ่งปันมรดก กล่าวคือรายละเอียดและเนื้อหาที่ค่อนข้างแตกต่างออกไปจากที่มีการกำหนดไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ของประเทศเยอรมนี พินัยกรรม ในที่นี่กล่าวถึงการทำพินัยกรรมแบบเดี่ยวหรือโดยตนเอง กล่าวคือเป็นการเขียนคำสั่งครั้งสุดท้าย ซึ่งแสดงเจตนากำหนดเผื่อไว้ในกรณีที่เสียชีวิตลง และสามารถเพิกถอนได้อย่างอิสระ รูปแบบในการทำพินัยกรรมประเภทนี้ขึ้นอยู่กับข้อบังคับภายในประเทศนั้นๆ ตามข้อบังคับของประเทศเยอรมนีนั้นต้องเป็นรูปแบบทางราชการโดยทำที่เจ้าหน้าที่โนทาร์ หรือสามารถเขียนขึ้นด้วยลายมือตนเองได้ โดยแบบหลังนี้จะต้องมีการระบุสถานที่ วัน เดือน ปี ที่เขียน และถ้าเป็นไปได้คือต้องลงลายมือชื่อตนเองไปด้วย  เพื่อที่ในกรณีที่มีการแบ่งแยกมรดกเกิดขึ้นจะได้ไม่มีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับการตรวจสอบข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ที่ทำพินัยกรรมแต่อย่างใด สัญญาแบ่งปันมรดก  สัญญาแบ่งปันมรดกตามข้อบัญญัติของสหภาพยุโรปเรื่องกฎหมายการรับมรดกแบบใหม่นั้นคือ สัญญาตกลงเนื่องจากต้องการแบ่งปันมรดกให้ซึ่งกันและกัน โดยในสัญญาสามารถระบุหรือไม่ระบุข้อตกลงที่ต่างฝ่ายต่างได้รับเป็นผลตอบแทนซึ่งกันและกันเกี่ยวกับเรื่องทรัพย์สินหรือมรดกในอนาคต ของบุคคลคนๆเดียว หรือของหลายๆบุคคลที่กล่าวถึงในสัญญาก็ได้    รวมถึงสามารถเปลี่ยนแปลง และถอนคืนได้ ในข้อบัญญัติของสหภาพยุโรปได้ระบุคำจำกัดความของสัญญาแบ่งปันมรดกไว้กว้างกว่าของประเทศเยอรมนี คือการทำสัญญาแบบนี้ไม่ต้องมีการระบุเงือนไขในการได้รับหรือแบ่งปันมรดกลงไป ตามมาตราที่ 25 ของข้อบัญญัติสหภาพยุโรปจะมีการตกลงเรื่องการตรวจสอบการนำสัญญาไปใช้ตามกฎหมาย เช่นเดียวกับเงื่อนไขในสัญญาด้วย…

201703.30
0
0

สิ่งที่ตามมาทางกฎหมายในเรื่องการแยกกันอยู่และการหย่า – ส่วนที่ 2

ส่วนที่สองเรื่องสิ่งที่ตามมาทางกฎหมายในการแยกกันอยู่และหย่านั้น จะเกี่ยวเนื่องกับคำถามเรื่องค่าเลี้ยงดูของคู่สมรส และสำหรับบุตร ดังนี้ เรื่องค่าเลี้ยงดูช่วงแยกกันอยู่ ค่าเลี้ยงดูช่วงแยกกันอยู่นั้นจะมีให้สำหรับคู่สมรสฝ่ายที่มีความจำเป็นที่ต้องได้รับเงินช่วยเหลือเพื่อให้เพียงพอ ในการครองชีพ กล่าวคือฝ่ายที่มีรายรับมากกว่าจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบค่าเลี้ยงดูต่ออีกฝ่าย โดยเริ่มนับตั้งแต่ช่วงเวลาที่คู่สมรสทั้งสองคนได้แยกกันอยู่ และไม่ได้ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันเยี่ยงสามีภรรยา โดยการแยกกันอยู่นั้นสามารถดำเนินได้ภายในบ้านหลังเดียวกัน หากการแยกกันอยู่นั้นถือเป็นการแยกกันอยู่อย่างเด็ดขาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งแยกกันอยู่ในเขตห้องรับแขกกับเขตห้องนอน สิทธิในการเรียกร้องค่าเลี้ยงดูนี้นั้นสามารถเรียกร้องได้จนถึงการหย่าถึงขั้นสิ้นสุด ขอบข่ายในการชำระค่าเลี้ยงดูนั้นจะขึ้นอยู่กับความจำเป็นโดยทั่วๆไปของฝ่ายที่มีสิทธิเรียกร้อง รายรับและทรัพย์สินของผู้ที่ควรจะต้องจ่ายค่าเลี้ยงดูนั้นเป็นสิ่งที่ต้องคำนึงถึงเสมอ สำคัญสำหรับเรื่องนึ้คือคุณจะต้องมีการยื่นเรียกร้องเป็นลายลักษณ์อักษร และต้องมีการกำหนดระยะเวลาให้จ่ายเงินด้วย ในกรณีที่คุณไม่ทราบข้อมูลรายรับหรือทรัพย์นสินของอีกฝ่ายจะต้องมีการเรียกร้องให้อีกฝ่ายมีการแจ้งข้อมูลเรื่องรายรับ หากไม่มีการเรียกร้องก็ถือว่าคุณไม่ได้มีสิทธิที่จะได้รับเรียกร้องเงินค่าเลี้ยงดูช่วงแยกกันอยู่เช่นเดียวกัน ค่าเลี้ยงดูหลังสิ้นสุดการสมรส ค่าเลี้ยงดูหลังสิ้นสุดการสมรสถูกเรียกบ่อยครั้งว่าค่าเลี้ยงดูหลังการหย่า สำหรับฝ่ายคู่ครองที่หย่าจากกันไปแล้วนั้น ฝ่ายที่คิดว่าตนจำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลือ ไม่สามารถแน่นอนใจว่าตนจะสามารถเรียกร้องค่าเลี้ยงดูหลังจากการหย่ากับอีกฝ่ายได้เสมอไป ในการเรียกร้องค่าเลี้ยงดูจากอีกฝ่ายที่หย่าจากกันนั้นจะต้องดำเนินเรื่องแยกต่างหาก และเรียกร้องต่ออีกฝ่ายให้ทันเวลา เพราะในการเรียกร้องนั้นจะมีขั้นตอนการตรวจสอบต่างออกไป กล่าวคือคุณมีสิทธิจะได้รับก็ต่อเมื่อเงื่อนไขที่ถูกกำหนดไว้ตรงตามที่ระบุไว้เท่านั้น นอกเหนือจากนั้นต้องมีการให้เหตุผล และตรวจสอบดูด้วยว่ามีสาเหตุใดที่ทำให้คุณได้รับความเสียเปรียบในช่วงระยะเวลาที่สมรสกันมาได้ เช่น คุณอาจไม่สามารถไปทำงานได้เต็มที่เนื่องจากว่าต้องอยู่บ้านดูแล เลี้ยงลูกที่มีด้วยกัน ในกรณีที่มีการสมรสมานานแล้วนั้น อาจกล่าวเหตุผลได้ เช่น เงื่อนไขทางด้านการชราภาพ ความอ่อนแอทางร่างกาย เนื่องจากการตกงาน เนื่องจากการเรียนที่ต้องถูกพัก หรือเหตุผลอื่นๆที่ร้ายแรง โดยสิทธิในการเรียกร้องนั้นสามารถจำกัดเป็นระยะเวลาได้ ค่าเลี้ยงดูบุตร ในกรณีที่ครอบครัวนั้นแยกทางกัน ฝ่ายที่ไม่ได้อยู่เลี้ยงดูลูกนั้น จำเป็นต้องจ่ายค่าเลี้ยงดูบุตรให้กับลูกคุณ โดยสิทธิในการเรียกร้องเงินค่าเลี้ยงดูบุตรนั้นมีสำหรับเด็กที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ และเด็กที่บรรลุนิติภาวะแล้วแต่ยังเรียนวิชาชีพแรกอยู่ โดยจำนวนเงินในการจ่ายค่าเลี้ยงดูบุตรนั้นขึ้นอยู่กับตารางเทียบเงินที่เรียกว่า ตารางดุสเซลดอร์ฟ (Düsseldorfer Tabelle) โดยการเรียกร้องเงินส่วนนี้จะสามารถดำเนินได้ก็ต่อเมื่อเด็กใช้ชีวิตอยู่ที่ประเทศเยอรมนีเท่านั้น ในกรณีที่มีการตกลงกันได้คุณสามารถไปเซ็นต์และทำสัญญาเรื่องข้อตกลงค่าเลี้ยงดูบุตรได้ที่…

201703.30
0
0

การอุ้มบุญและขอบเขตทางด้านกฎหมาย

เดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 2014 ทางรัฐบาลของประเทศไทย ได้มีการสั่งห้ามการอุ้มบุญ เนื่องจากมีข่าวที่ไม่ดีในช่วงที่ผ่านๆมา เช่น ในกรณีน้องแกมมี่ เป็นต้น โดยทางรัฐบาลเกรงว่าภาพลักษณ์ของประเทศไทยจะเสื่อมเสียไปด้วย สำหรับชาวต่างชาติแล้วนั้นประเทศไทยไม่ควรจะเป็นประเทศที่ถือว่าเป็น “โรงงานผลิตเด็ก” อย่างไรก็ตามการอุ้มบุญในประเทศไทยนั้นควรจะสามารถดำเนินได้เฉพาะในเครือญาติสนิทคนไทยด้วยกัน สำหรับตอนนี้นั้นยังไม่มีกฎหมายที่มีผลบังคับใช้ได้ออกมา หากแต่เป็นเพียงการร่างกฎหมายที่เสียงส่วนใหญ่เห็นด้วยเท่านั้น สำหรับในประเทศเยอรมนีแล้วนั้นถือว่าการอุ้มบุญเป็นเรื่องผิดกฎหมาย หากแต่ในหลายๆประเทศนั้นมีการอนุญาตเรื่องดังกล่าว กฎหมายของประเทศเยอรมนีนั้นมีมาตรการป้องกันคุ้มครองเด็กและแม่ผู้อุ้มบุญหรือหญิงที่รับตั้งครรภ์แทน โดยเฉพาะอย่างยิ่งตรวจสอบว่าตอนไหนที่ฝั่งคู่สามีภรรยาชาวเยอรมันจะสามารถนำเด็กที่ถูกอุ้มบุญนั้นเดินทางเข้ามาในประเทศเยอรมนีได้   กฎหมายประเทศเยอรมนีถือว่าฝ่ายหญิงที่รับตั้งครรภ์แทนนั้นจะเป็นแม่ของเด็กโดยถูกต้องตามกฎหมายโดยอัตโนมัติ ถึงแม้ว่าไข่ที่นำมาปฎิสนธิจะมาจากภรรยาผู้ที่ต้องการมีลูกที่แท้จริงก็ตาม ในกรณีที่ฝ่ายหญิงที่รับตั้งครรภ์แทนได้แต่งงานแล้ว อาจเป็นได้ที่ฝ่ายสามีภรรยาที่ต้องการมีลูกชาวเยอรมันจะไม่มีสิทธิในตัวเด็กโดยทางนิตินัยเลย นั่นหมายความว่าฝั่งสามีภรรยาที่ต้องการมีลูกนั้นจะต้องทำการเดินเรื่องรับบุตรบุญธรรมตามหลัง ซึ่งนั่นเป็นกระบวนการที่ใช้ระยะเวลาในการดำเนินการยาวนานมาก นอกเหนือจากนี้เด็กจะสามารถมีสัญชาติเยอรมันได้ก็ต่อเมื่อการดำเนินเรื่องการรับบุตรบุญธรรมได้สิ้นสุดแล้ว กล่าวคือเด็กนั้นไม่สามารถเดินทางเข้าประเทศเยอรมนีได้จนกว่าเรื่องการรับบุตรบุญธรรมจะเสร็จสิ้น อย่างไรก็ตามทางศาลสูงสุดของประเทศเยอรมนี หรือศาลรัฐธรรมนูญได้มีการพิพากษาในหัวข้อการอุ้มบุญเมื่อไม่นานมานี้ได้อย่างน่าสนใจ นั่นคือ มีผู้ชายสองคนที่แต่งงานจดทะเบียนสมรสกันจากเบอร์ลิน ได้มีลูกตามที่พวกเขาต้องการ โดยให้หญิงที่รับตั้งครรภ์ในประเทศอเมริกาทำการอุ้มบุญให้ โดยฝ่ายชายคนใดคนหนึ่งเป็นพ่อของเด็กตามพฤตินัย และได้ทำการรับรองบุตรก่อนคลอดเรียบร้อย ในตอนดำเนินเรื่องอุ้มบุญนั้นชายทั้งสองคนได้รับไข่ด้วยการบริจาคมา  หากใช่ไข่จากหญิงที่รับตั้งครรภ์ไม่ ในกรณีนี้กล่าวว่าหญิงที่รับตั้งครรภ์นั้นไม่ใช่แม่ของเด็กโดยทางพฤตินัย และไม่ได้เป็นญาติโดยสายเลือดกับเด็ก หากแต่เป็นผู้ที่รับจ้างอุ้มบุญโดยแท้จริง โดยไข่ที่ได้รับบริจาคมาได้ถูกผสมกับอสุจิ เมื่อปฎิสนธิแล้วจึงนำเข้าไปฝังตัวในหญิงที่รับตั้งครรภ์  โดยหญิงคนนี้นั้นไม่ได้มีสถานะแต่งงานแต่อย่างใด ในกรณีดังกล่าวทางศาลของเขตแคลิฟอร์เนียได้พิพากษาว่าชายทั้งสองคนที่ “แต่งงาน” กันนั้นถือเป็นพ่อแม่ของเด็กโดยถูกต้องตามกฎหมาย หากใช่ลูกของหญิงที่รับตั้งครรภ์ไม่ โดยชายทั้งสองคนนั้นถูกบันทึกชื่อเข้าไปในสูติบัตรเด็กของประเทศอเมริกาด้วย แน่นอนว่าชายทั้งสองต้องการให้มีการบันทึกชื่อตนเองในฐานะพ่อแม่ของเด็กในสูติบัตรของเด็กย้อนหลังที่ประเทศเยอรมนีด้วย โดยชื่อของผู้เป็นแม่อย่างเป็นทางการนั้นไม่ควรจะระบุลงไป โดยหลังจากที่ทางอำเภอในเบอร์ลิน ศาลปกครองในเขตเชือนเนอร์แบร์ก (Schöneberg) รวมถึงศาลปกครองสูงสุด ได้ปฎิเสธการแจ้งทะเบียนบันทึกเรื่องดังกล่าว…

201703.30
0
0

ค่าแรงขั้นต่ำในประเทศเยอรมนี ข้อมูลใหม่สำคัญสำหรับลูกจ้างและนายจ้าง

หลังจากที่มีการโต้เถียงกันมากมายทางการเมือง ซึ่งตอนนี้ได้มีข้อสรุปแล้ว ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ค.ศ. 2015 ทางประเทศเยอรมนีได้มีการออกกฎหมายค่าแรงขั้นต่ำ โดยตัวกฎหมายนี้มีความสำหรับคุณอย่างไร สำนักงานเราขออธิบายดังต่อไปนี้ ค่าแรงขั้นต่ำถูกกำหนดไว้ที่ 8,50 ยูโร สุทธิ (ยังไม่หักภาษี) ต่อชั่วโมง เพื่อที่จะสามารถตรวจสอบได้ว่าคุณหรือลูกจ้างของคุณนั้นได้รับค่าจ้างตามกฎหมายค่าแรงขั้นต่ำหรือไม่นั้น คุณจะต้องคูณชั่วโมงการทำงานกับ 8,50 ยูโร เข้าไป สิ่งสำคัญที่คุณจะต้องทราบคือ ลูกจ้างทุกคนไม่สามารถสละสิทธิเรียกร้องค่าแรงขั้นต่ำได้ ถึงแม้ว่าหนังสือว่าจ้างการทำงานจะเสนอค่าแรงที่ต่ำกว่าที่กฎหมายกำหนด และตัวลูกจ้างก็ไม่ได้คัดค้าน ในที่นี้จะถือให้เอากฎเกณฑ์กฎหมายค่าแรงขั้นต่ำเป็นหลัก โดยการตกลงกันดังกล่าวนั้นถือเป็นโมษะ กล่าวคือลูกจ้างนั้นสามารถที่จะเรียกร้องค่าแรงขั้นต่ำได้ทุกเมื่อ ลูกจ้างที่ทำงานผ่านบริษัทรับจ้างหางานนั้นจะถูกคุ้มครองเป็นพิเศษ กล่าวคือบริษัทที่เป็นผู้จ้างงานผ่านบริษัทรับจ้างหางานนั้นจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบในการจ่ายเงินค่าแรงขั้นต่ำด้วย เช่นเดียวกับบริษัทที่มีที่ตั้งอยู่ที่ต่างประเทศ จะต้องมีการจ่ายค่าแรงขั้นต่ำตามที่กฎหมายประเทศเยอรมนีกำหนดด้วยเช่นกัน แต่อย่างไรก็ตามแต่ยังมีข้อยกเว้นในบางกรณีที่กฎหมายค่าแรงขั้นต่ำไม่ครอบคลุม กล่าวคือบุคคลที่ทำงานอาสาสมัคร เช่นเดียวกันกับเด็กฝึกงาน นักเรียนสายอาชีพและเยาวชนอายุระหว่าง 15 ถึง 18 ปี สำหรับคนที่ตกงานเป็นระยะเวลายาว คือแจ้งตกงานก่อนเริ่มงานใหม่เป็นเวลา 1 ปี หรือแจ้งตกงานเป็นระยะเวลานาน ในกรณีดังกล่าวจะไม่สามารถเรียกร้องค่าแรงขั้นต่ำในช่วงหกเดือนแรกได้ ส่วนงานด้านโรงแรมจะไม่มีข้อยกเว้นเกิดขึ้น ถึงแม้งานด้านนี้จะพยายามต่อสู้ให้มีข้อยกเว้นการใช้กฎหมายค่าแรงขั้นต่ำก็ตาม แต่นั่นก็ถูกปฎิเสธออกไป เราจะสามารถคำนวณได้เช่นไรว่าเงินเดือนของคุณนั้นยังอยู่ในขอบข่ายของค่าแรงขั้นต่ำหรือไม่ กล่าวคือดูจากการกำหนดเวลาในการทำงาน ตัวอย่างเช่น ทำงาน 5 วัน…

201703.30
0
0

สิทธิพำนักในประเทศเยอรมนีหลังจากการเดินทางประเทศกับวีซ่าท่องเที่ยว

บ่อยครั้งที่สำนักงานเราพบปัญหาคือ หลายคนเดินทางเข้ามาที่ประเทศเยอรมนีกับวีซ่าที่จำกัดระยะเวลา (เช่นวีซ่าท่องเที่ยว หรือ  วีซ่าเพื่อการติดต่อธุรกิจ) และต้องการพำนักอยู่ต่อเป็นระยะเวลานาน เนื่องจากว่าเขาคนนั้นอาจมีครอบครัวและอาจต้องการที่จะแต่งงาน เป็นต้น แต่เป็นที่น่าเสียดายว่ากฎหมายในประเทศเยอรมนีนั้นไม่เห็นด้วยที่จะอนุญาตให้มีการพำนักอยู่ในระยะยาวนานขึ้น เมื่อคุณได้เดินทางเข้ามากับวีซ่าที่มีการจำกัดระยะเวลาไว้แล้ว  เนื่องจากว่าเงื่อนไขที่ให้เดินทางเข้ามานั้นอนุญาตให้เฉพาะกับบางวีซ่าเท่านั้น  นั่นคือ วีซ่าติดตามครอบครัว หรือติดตามไปอยู่กับคู่สมรส รวมถึงวีซ่าเพื่อจดทะเบียนสมรส เนื่องจากว่าการอนุญาตให้ออกวีซ่าให้พำนักระยะยาวได้นั้น จะต้องมีการตรวจสอบเงื่อนไขก่อนการเดินทางเข้าเสมอ   นั่นหมายความว่าหากคุณเข้ามาผิดวีซ่า คุณจะต้องเดินทางกลับไปประเทศของตนก่อน และค่อยดำเนินเรื่องขอสิทธิพำนักใหม่ให้ตรงกับวัตถุประสงค์ที่ตามกฎเกณฑ์การขอวีซ่าประเภทนั้นๆกำหนดไว้ แต่ก็อย่างไรก็ตามแต่ มีการกำหนดข้อจำกัดที่ค่อนข้างเข้มงวด โดยมีเงื่อนไขดังต่อไปนี้ ข้อยกเว้นคือ ข้อแรกนั้นคือกรณีที่หลังจากการเดินทางเข้ามากับวีซ่าท่องเที่ยวที่ยังมีอายุใช้งานได้อยู่แล้วนั้น มีการเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้น ยกตัวอย่างในข้อนี้ที่สำคัญ เช่น การมีลูกหลังจากที่ได้เดินทางเข้ามาแล้วที่ประเทศเยอรมนี  หากพ่อของลูกนั้นเป็นบุคคลที่มีสัญชาติเยอรมัน หรือมีสิทธิพำนักถาวรที่ประเทศเยอรมนีแล้ว  ถือว่าลูกที่เกิดในประเทศเยอรมนีนั้นได้รับสัญชาติเยอรมันด้วยเช่นกัน ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ผู้เป็นแม่นั้นก็สามารถที่จะพำนักอยู่ในประเทศเยอรมนีต่อได้ด้วย โดยที่ไม่ต้องเดินทางออกนอกประเทศ ข้อยกเว้นที่สองคือมีผลกระทบต่อบุคคลภายในครอบครัวหากญาติที่ต้องการเดินทางเข้ามาเที่ยวที่ประเทศเยอรมนีนั้นจะต้องออกเดินทางก่อนเพื่อจะไปขอวีซ่าที่ถูกต้องตามเข้ามาใหม่ เพราะนั่นจะทำให้การเกิดแยกอยู่ของสมาชิกในครอบครัวเป็นระยะเวลานานได้  ในกรณีทั่วไปที่พบเห็นได้บ่อยก็คือ หลังการเดินทางเข้าประเทศของบุคคลที่เข้ามากับ “วีซ่าที่ผิดวัตถุประสงค์” นั้น ได้เกิดมีเหตุการณ์ที่สมาชิกในครอบครัวมีอาการเจ็บป่วยรุนแรง และมีความจำเป็นที่ต้องการความดูแลช่วยเหลือในระยะยาวจากคู่ครองที่กำลังเดินทางเข้ามา เป็นต้น โดยสิ่งที่ต้องคำนึงถึงเสมอนั่นคือ การแสดงเหตุผลเกี่ยวกับผลกระทบที่ตามมาจากการที่ต้องแยกกันอยู่นั้นอาจจะทำให้ขั้นตอนนั้นค่อนข้างที่ยาก บ่อยครั้งที่ทางกรมตำรวจต่างด้าวจะปฎิเสธการออกสิทธิพำนักอยู่ระยะยาวเนื่องจากการที่เข้ามาผิดวีซ่า และเรานั้นจะต้องทำการฟ้องร้องต่อศาลยุติธรรมคัดค้านการปฎิเสธนั้นอีกที ในกระบวนการนี้อาจใช้ระยะนานถึงปีครึ่งได้ ซึ่งในช่วงระยะเวลานี้คนที่ต้องการยื่นเรื่องนั้นไม่สามารถที่จะทำงานได้ และไม่ได้ข้อได้เปรียบอื่นใดจากสิทธิพำนักที่ตามถูกต้องกฎหมายด้วย แน่นอนว่านั่นอาจทำให้ทั้งคุณและครอบครัวแบกภาระที่หนักหน่วงในการดำเนินเรื่องดังกล่าว ด้วยเหตุนี้คุณควรจะมีการวางแผนและพิจารณาในสถานการณ์แบบนี้ก่อนเสมอ ว่าจะเป็นการง่ายและประหยัดเวลากว่าหรือไม่ หากคนๆนั้นเดินทางออกนอกประเทศไปก่อน เพื่อไปยื่นขอวีซ่าที่ถูกต้อง…

201703.30
0
0

การเปลี่ยนแปลงกฎหมายการรับมรดก – ข้อบังญัติของสหภาพยุโรปเรื่องกฎหมายการรับมรดก (ส่วนที่ 1)

สำหรับกรณีการรับมรดกต่างๆที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 17 สิงหาคม ค.ศ. 2015 เป็นต้นไป ให้เป็นไปตามกฎหมายข้อบัญญัติใหม่ของสหภาพยุโรป โดยข้อบัญญัติใหม่นี้มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นค่อนข้างมาก และมีผลเกี่ยวเนื่องอย่างยิ่งต่อคนต่างชาติที่ใช้ชีวิตอยู่ที่ประเทศเยอรมนี รวมถึงชาวเยอรมันเองที่อาศัยอยู่ในต่างประเทศ และบุคคลครอบครองทรัพย์สินในหลายๆประเทศด้วย กล่าวคือข้อบัญญัตินี้มีความสำคัญอย่างมาก เนื่องจากว่ามีข้อพิพาทเกี่ยวกับการรับมรดกมากมาย โดยต่อปีตกอยู่ที่ประมาณ 450,000 กรณี เฉพาะข้อพิพาทที่มีความเกี่ยวข้องกับต่างประเทศ และมูลค่าของข้อพิพาทเกี่ยวกับการรับมรดกในเขตยุโรปนั้นตกอยู่ที่ประมาณ 120 พันล้านยูโร ในการเปลี่ยนแปลงข้อบัญญัติใหม่นี้จะถูกเปลี่ยนแปลงจากหลักการแบบเชื้อชาติเป็นหลักการตามการพำนัก กล่าวคือสิทธิการรับมรดกนั้นจะไม่เป็นไปตามกฎหมายบ้านเกิดของบุคคลที่เสียชีวิต จะเปลี่ยนไปตามกฎหมายของประเทศที่ผู้เสียชีวิตได้ใช้ชีวิตอยู่ล่าสุด โดยการเปลี่ยนแปลงนี้ส่งผลกระทบถึงสิทธิการรับมรดกตามกฎหมาย และสิทธิการรับมรดกแบบบังคับ (Pflichtteil) ด้วย เราขอยกอย่าง เช่น ผู้หญิงไทยคนหนึ่งอาศัยอยู่ที่ประเทศเยอรมนี และมีเงินฝากในบัญชี มีของมีค่ามากมาย ที่ประเทศเยอรมนี และยังมีที่ดินที่ประเทศไทยด้วย โดยจนถึงเดือน สิงหาคม ค.ศ. 2015 ที่ดินที่ประเทศไทยจะถูกแบ่งตามกฎหมายรับมรดกของประเทศไทย เพราะตามกฎหมายโดยปกติแล้วจะเลือกใช้กฎหมายการแบ่งอสังหาริมทรัพย์ เช่น บ้าน ที่ดิน หรือห้องพัก ของประเทศที่ที่อสังหาริมทรัพย์นั้นๆตั้งอยู่  สำหรับทรัพย์สินที่จะทำการแบ่งรับมรดกที่อยู่ที่ประเทศเยอรมนีนั้นสามารถให้มีกฎหมายไทยมาเกี่ยวเนื่องได้ เนื่องจากว่าผู้หญิงนั้นเป็นคนไทย หากตามข้อบัญญัติใหม่นั้นจะไม่เกี่ยวข้องถึง หากผู้หญิงไทยคนนั้นได้พำนักอาศัยอยู่ที่ประเทศเยอรมนี เขาจะมีสิทธิได้รับมรดกทรัพย์สินต่างๆ ตามกฎหมายของประเทศเยอรมนี รวมถึงอสังหาริมทรัพย์ต่างๆที่อยู่ต่างประเทศ ก็จะถูกแบ่งตามกฎหมายรับมรดกของประเทศเยอรมนี โดยบุคคลหนึ่งคนสามารถมีถิ่นพำนักได้เพียงที่เดียว สำหรับคำกล่าวถึงเรื่องถิ่นพำนักทางข้อบัญญัติใหม่ไม่ได้มีคำจำกัดความไว้…

201703.30
0
0

สิ่งที่ตามมาทางกฎหมายในเรื่องการแยกกันอยู่และการหย่า – ส่วนที่ 1

หลังจากการแยกกันอยู่แล้วมีหลายสิ่งที่คุณเองนั้นต้องคำนึงถึงเสมอ โดยทางสำนักงานเราได้ทำการสรุปเพื่อให้คุณได้ทราบ เมื่อเกิดเหตุการณ์แยกกันอยู่ระหว่างคุณและคู่สมรสในอนาคต ในกรณีที่คุณไม่มีการทำหนังสือสัญญาสมรส และไม่ได้มีการกำหนดกฎเกณฑ์ต่างๆไว้ ในกรณีที่คุณไม่ต้องการให้เกิดเรื่องทะเลาะเบาะแว้งหลังจากแยกกันอยู่แล้ว คุณควรจะมีการพิจารณาที่จะทำหนังสือข้อตกลงเรื่องการแยกกันอยู่และการหย่าร้างกับฝ่ายที่ยังเป็นสามีหรือภรรยาคุณอยู่ และทำการตกลงกันในเรื่องดังต่อไปนี้ เรื่องที่พัก ในกรณีที่การอยู่ร่วมในบ้านหลังเดียวกันนั้นไม่สามารถเป็นไปได้แน่นอนว่าอาจมีการตั้งคำถามขึ้นว่าใครควรจะอยู่ในบ้านที่คุณเคยอยู่ร่วมกันกับคู่สมรสต่อไป สำหรับเรื่องที่พักที่เรากล่าวถึงนั้นไม่ใช่แค่เพียงบ้านหรือห้องเช่า หากแต่ยังเหมารวมถึงบ้านส่วนตัวของพวกคุณเองด้วย คู่สมรสทั้งสองฝ่ายนั้นสามารถทำการตกลงตามแต่สถานการณ์ไป ในกรณที่ทั้งสองคนไม่สามารถตกลงกันได้ คุณสามารถดำเนินเรื่องผ่านศาลเพื่อให้ศาลช่วยตัดสินได้ ยกตัวอย่างเช่น ในกรณีที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งต้องอยู่บ้านกับลูกเล็กที่ยังต้องการความช่วยเหลือดูแล นั้นมีโอกาสที่ฝ่ายนั้นจะสามารถพำนักอยู่ในบ้านต่อไปได้ และอีกฝ่ายจำเป็นต้องย้ายออกไป ถึงแม้ว่าอีกฝ่ายหนึ่งจะเป็นเจ้าของบ้านแต่เพียงผู้เดียวก็ตาม แต่นั่นเป็นแค่วิธีแก้ไขระยะชั่วคราวเท่านั้น แต่อย่างที่เราได้แจ้งไว้แล้วว่าทางศาลจะเป็นผู้พิจารณาตามแต่ละกรณีไป เรื่องบัญชีธนาคารที่เปิดร่วมกันรวมถึงหนี้สินต่างๆ ในกรณีที่ไม่มีการกำหนดกฎเกณฑ์เรื่องต่างๆไว้ แสดงว่าคู่สมรสทั้งสองฝ่ายนั้นเป็นเจ้าของทรัพย์สินในบัญชีที่เปิดร่วมกันนั้นคนละครึ่งเท่าๆกัน โดยไม่สนว่าใครจ่ายและออมเข้าบัญชีไปเท่าไหร่ กล่าวโดยง่ายคือ บัญชีธนาคารนั้นจะถูกหารสองหลังจากแยกกันอยู่ ไม่มีการอนุญาตให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งถือครองแต่เพียงผู้เดียว หากจะให้ดีที่สุดทั้งสองฝ่ายควรจะมีการตกลงเรื่องทรัพย์สินต่างๆเป็นลายลักษณ์อักษรไว้ก่อน โดยบัญชีที่เปิดร่วมกันควรจะมีการยกเลิก และต้องมีการคุยกันว่าฝ่ายใดจะเป็นผู้ชำระหรือดูแลสัญญาฉบับใดหรือบัญชีใด นอกเหนือจากนี้หลายคนอาจแปลกใจว่า หลังจากมีการแบ่งแยกกันทรัพย์สิน บัญชีกันแล้วนั้น แต่ทำไมตนเองยังต้องจ่ายหนี้สินต่างๆแทนอีกฝ่ายหนึ่งได้เคยจ่ายไว้ต่อไป โดยคุณอาจคิดว่า อีกฝ่ายได้มีการจ่ายค่าไฟฟ้า ค่าเช่าบ้าน ค่าโทรศัพท์ ไปคนเดียวแล้ว เพราะว่าเขาเองก็เป็นคนใช้สิ่งของทุกอย่างตามสัญญาต่อไป เรื่องทรัพย์สินอื่นๆและเรื่องข้าวของเครื่องใช้ภายในบ้าน กล่าวคือทรัพย์สินหรือสิ่งของต่างๆที่เคยใช้ร่วมกันนั้นจะต้องมีการแบ่งกันให้ชัดเจน หรือในบางกรณีนั้นจะต้องมีการขายบ้านที่มีร่วมกัน หรือว่าอีกฝ่ายเป็นคนจ่ายให้อีกฝ่ายหนึ่งทดแทน ในกรณีที่ไม่มีการทำหนังสือสัญญาสมรสที่มีการตกลงเรื่องสินส่วนตัวแบ่งของใครของมัน นั่นอาจจะทำให้เกิดมีการดำเนินเรื่องแบ่งแยกทรัพย์สินเกิดขึ้น โดยในกรณีนี้ เช่น อาจทำให้ฝ่ายภรรยาหลายคนที่ได้มีการซื้อบ้านที่ประเทศไทยในช่วงที่ตนเองสมรส ส่วนฝ่ายสามีอาจมีเงินฝากในบัญชีส่วนตัวของตนเอง ในกรณีดังกล่าวหากตามกฎหมายประเทศเยอรมนีแล้วจะมีการแบ่งทรัพย์สินในช่วงสมรสจนถึงวันที่ใบฟ้องหย่าถูกส่งไปถึงอีกฝ่ายให้รับทราบ โดยการแบ่งทรัพย์สินนั้นจะถูกนับรวมเฉพาะส่วนที่งอกเงยขึ้นมา หากฝ่ายภรรยามีทรัพย์สินในช่วงสมรสงอกเงยขึ้นมามากกว่าฝ่ายสามี…